เลือกเครื่องชาร์จยังไง? ให้งบไม่บานปลาย
- CTMS TECHNOLOGY

- 9 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
กำลังมองหาเครื่องชาร์จ EV ที่ใช่ แต่สับสนกับสเปกจนเลือกไม่ถูก? การเลือกเครื่องชาร์จให้ตอบโจทย์รถและระบบไฟไม่ใช่เรื่องยาก วันนี้เราจะมาสรุปวิธีเลือกแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนะนำนวัตกรรมจาก Encharg ที่จะช่วยให้การชาร์จรถของคุณเป็นเรื่องสะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด

1. ประเมินพฤติกรรมการใช้งานและระยะเวลาจอดรถ (AC vs DC)
AC Charger (เครื่องชาร์จกระแสสลับ) : เหมาะสำหรับการจอดรถเป็นเวลานาน เช่น การจอดข้ามคืนที่บ้าน อาคารสำนักงาน หรือคอนโดมิเนียม โดยจะใช้เวลาชาร์จจนเต็มประมาณ 3-8 ชั่วโมง
ตัวอย่างเครื่องชาร์จ Encharg : แนะนำรุ่นที่มีกำลังไฟ 7.4-22kW เช่น RACE และ SHELL Series ที่รองรับระบบสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีดีไซน์มินิมอลประหยัดพื้นที่

DC Fast Charger (เครื่องชาร์จกระแสตรง) : ตอบโจทย์พื้นที่ธุรกิจที่ต้องการทำรอบการชาร์จให้รวดเร็ว เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ, ร้านอาหาร, ปั๊มน้ำมัน หรือ Community Mall สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-80% ได้ในเวลาเพียง 20-60 นาที
ตัวอย่างเครื่องชาร์จ Encharg : แนะนำ Compact Series (30/40kW) ซึ่งเป็นตู้ขนาดเริ่มต้นที่เหมาะกับร้านอาหาร หรือ สนามกีฬาที่แวะพักระยะสั้น 1-2 ชั่วโมง, Core Series (60/80kW) สำหรับสถานีชาร์จขนาดกลาง และ Prime Series (120-240kW) และ GroupCharge (320-960kW) สำหรับจุดพักรถที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด

2. ตรวจสอบขีดจำกัดของรถยนต์ (On-Board Charger) และระบบไฟฟ้า
การซื้อเครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟสูง ไม่ได้หมายความว่าจะชาร์จไฟได้เร็วที่สุดเสมอไป หากไม่สอดคล้องกับระบบของรถ
ขนาดของ On-Board Charger (OBC) : รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นมีขีดจำกัดการรับไฟ AC ไม่เท่ากัน หากรถของคุณรองรับการรับไฟได้สูงสุด 7.4kW แม้จะติดตั้งเครื่องชาร์จขนาด 22 kW รถก็จะดึงไฟไปได้เพียง 7.4kW เท่านั้น การทราบสเปกรับไฟของรถจะช่วยให้เลือกกำลังเครื่องชาร์จได้พอดีและไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ
ตรวจสอบระบบไฟฟ้าเดิม : ต้องประเมินมิเตอร์ไฟว่าเป็นแบบ 1 เฟส (เหมาะกับเครื่องชาร์จ 7.4 kW) หรือ 3 เฟส (รองรับเครื่องชาร์จ 22 kW) เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
3. ฟังก์ชันอัจฉริยะ (Smart Features)
เครื่องชาร์จในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานได้ :
สำหรับที่พักอาศัย : ควรเลือกรุ่นที่รองรับการควบคุมผ่านแอปพลิเคชันเพื่อความสะดวกในการตั้งเวลาชาร์จ (Scheduling) ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาค่าไฟแบบ Off-Peak (TOU) เพื่อบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบความปลอดภัย โดยเครื่องชาร์จที่ได้มาตรฐานจะต้องมีระบบป้องกันไฟรั่ว (RCD) รวมถึงระบบป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินและกระแสไฟฟ้ากระชากในตัว เพื่อปกป้องทั้งตัวรถและระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้ปลอดภัยและมั่นใจได้ตลอดการใช้งาน (ตัวอย่างเช่น Encharg RACE/SHELL Series )
สำหรับธุรกิจเชิงพาณิชย์ : ควรเลือกระบบที่มี Menagement Systems เพื่อดูแลระบบหลังบ้านแบบครบวงจร เช่น การตั้งราคาค่าชาร์จ, ช่องทางการชำระเงิน และการตรวจสอบข้อมูลแบบ Real-time โดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานเฝ้าสถานี

4. มาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกัน (Safety Standards & IP Rating)
เครื่องชาร์จที่ดีต้องมีระบบความปลอดภัยทางไฟฟ้าขั้นสูง :
ต้องมีระบบป้องกันไฟรั่วและไฟกระชากในตัว
สำหรับเครื่องชาร์จประเภท AC ของ Encharg ทุกซีรีส์ ได้รับมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นละอองระดับ IP65 ซึ่งให้ความปลอดภัยสูงแม้ติดตั้งภายนอกอาคาร
ส่วนตู้ชาร์จประเภท DC สำหรับธุรกิจ มาพร้อมมาตรฐานระดับ IP54 เพื่อให้เหมาะสมกับการทำสถานีชาร์จ หรือ พื้นที่การแจ้ง

สรุปเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน
พฤติกรรมการใช้งาน | เลือกประเภทเครื่องให้เหมาะกับการจอด: AC (จอดนาน/ที่พักอาศัย) หรือ DC (จอดสั้น/ธุรกิจ) |
ระบบไฟฟ้าและสเปกรถ | ตรวจสอบขีดจำกัดการรับไฟของรถ (OBC) และระบบไฟฟ้าหน้างาน เพื่อการจ่ายไฟที่เหมาะสม |
ประสิทธิภาพและมาตรฐาน | เลือกแบรนด์ Encharg ที่มีฟังก์ชันอัจฉริยะ (Smart Features) พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูง |
บริการติดตั้งแบบมืออาชีพ | ใช้บริการทีมวิศวกรจาก CTMS เพื่อสำรวจหน้างานและติดตั้งอย่างถูกต้องปลอดภัย |



ความคิดเห็น